ผู้เผยแพร่แอสเสท

บทความเดี่ยว

หลักการ 10 ข้อของเศรษฐกิจระบบตลาดเพื่อสังคม

หลักการ 10 ข้อที่วางรากฐานกรอบการทำงานของเศรษฐกิจระบบตลาดเพื่อสังคม (Social Market Economy) แนวคิดที่พาเยอรมันไปสู่ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ

ผู้เผยแพร่แอสเสท

แชร์

📍 หลักการ 10 ข้อที่วางรากฐานกรอบการทำงานของ เศรษฐกิจระบบตลาดเพื่อสังคม (Social Market Economy) แนวคิดที่พาเยอรมันไปสู่ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ

สงครามโลกครั้งที่สองส่งผลให้ทั่วโลกต้องเผชิญกับความเสียหายทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรง โดยเฉพาะในเยอรมนีในฐานะประเทศผู้แพ้สงคราม ขณะนั้นผู้กำหนดนโยบายพยายามที่จะหลีกหนีจากระบบเศรษฐกิจแบบสองขั้ว ได้แก่:

🔹 ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมที่มีการวางแผนจากส่วนกลาง โดยรัฐจะสามารถควบคุมการผลิตและราคาทั้งหมดในตลาดได้เอง ซึ่งระบบนี้มักจะบั่นทอนนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเสรีภาพส่วนบุคคล

🔹 ระบบทุนนิยมเสรีที่รัฐจะไม่เข้ามาแทรกแซงตลาด ซึ่งให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางสังคมและการแข่งขัน แต่ด้วยความที่ไม่มีกฎระเบียบใดมาควบคุมตลาดอย่างจริงจัง จึงมักเกิดการผูกขาดจากนายทุนผู้มีอำนาจได้โดยง่าย

ด้วยเหตุนี้ ภายใต้การนำของคอนราด อาเดนาวร์ นายกรัฐมนตรี นักวิชาการอย่าง วัลเทอร์ ออยเคน และนักการเมืองอย่าง ลุดวิก แอร์ฮาร์ด จึงได้สนับสนุนสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็น "ทางเลือกที่สาม" ซึ่งก็คือเศรษฐกิจระบบตลาดเพื่อสังคมนั่นเอง

โมเดลนี้มีรากฐานมาจากลัทธิเสรีนิยมแบบออร์โด (Ordoliberalism) ซึ่งเป็นปรัชญาที่ยืนยันว่าตลาดเสรีไม่สามารถดำรงอยู่อย่างมีประสิทธิภาพและมีจรรยาบรรณได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ต้องการกรอบกฎหมายและการควบคุมจากรัฐที่เข้มแข็งเพื่อกำกับดูแลและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ในระบบเศรษฐกิจนี้ รัฐไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้เล่นในตลาด แต่ทำหน้าที่เป็นกรรมการ บทบาทของรัฐคือการกำหนดและบังคับใช้กฎกติกา เพื่อให้มั่นใจว่าการแข่งขันยังคงเป็นธรรม และไม่มีไม่มีหน่วยงานใดหรือเอกชนรายใดมีอำนาจมากพอที่จะควบคุมหรือกำหนดทิศทางการตลาดได้

เศรษฐกิจระบบตลาดเพื่อสังคมเป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นโดยอัลเฟรด มุลเลอร์-อาร์มัก นักเศรษฐศาสตร์และนักการเมืองชาวเยอรมัน

สำหรับคำว่า "สังคมในเศรษฐกิจระบบตลาดเพื่อสังคมนั้น ไม่ได้หมายถึงเศรษฐกิจที่รัฐบริหารจัดการหรือเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม หากแต่หมายถึงระบบที่รัฐใช้ความมั่งคั่งและประสิทธิภาพที่เกิดจากตลาดเพื่อเป็นทุนสนับสนุนด้านสวัสดิการสังคม การศึกษา และความเสมอภาคในสังคม

หากย้อนกลับไปในอดีต จะเห็นว่าจุดเริ่มต้นของ "ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ" (Wirtschaftswunder) ในเยอรมนี ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากความกล้าหาญในการปฏิรูประบบเงินตราในปี ค.ศ. 1948 และการยกเลิกการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเกือบทั้งหมดในชั่วข้ามคืนของลุดวิก แอร์ฮาร์ด ที่ยังคงเชื่อมั่นในพลังของตลาดและการแข่งขัน ท่ามกลางเสียงคัดค้านที่เกรงว่าราคาสินค้าจะพุ่งสูงขึ้นจนประชาชนเดือดร้อน ขณะเดียวกันเขาก็มักจะกล่าวเสมอว่าความมั่งคั่งต้องไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มเดียว แต่ต้องเป็น “ความมั่งคั่งสำหรับทุกคน" (Wohlstand für Alle) ด้วย

ด้วยแนวคิดเช่นนี้ เขาจึงริเริ่มนำระบบที่ปล่อยกลไกตลาดให้ทำงานภายใต้กติกาที่รัฐกำกับดูแลมาปรับใช้ และได้นำเยอรมนีเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการผลิตและการบริโภคที่เฟื่องฟูขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดในที่สุด

การให้เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต

1️⃣ภาคเอกชนได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม อย่างไรก็ดี จะต้องควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม และความพร้อมในการรับมือและจัดการกับผลประกอบการไม่ว่าจะเป็นกำไรหรือขาดทุนด้วย

การแข่งขันที่รับประกันเสรีภาพของผู้บริโภคและมีรัฐคอยแทรกแซงเฉพาะกรณีพิเศษ

2️⃣ การแข่งขันเป็นกลไกพื้นฐานของสังคมเสรี รัฐทำหน้าที่ควบคุมการแข่งขันให้เป็นธรรม ป้องกันการรวมตัว[SP1] ของกลุ่มธุรกิจผูกขาดและการค้าแบบผูกขาด การมีผู้ประกอบการในตลาดมากขึ้นจึงส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า การเอื้อให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด และการกระจายอำนาจตลาด

การเน้นย้ำเสถียรภาพด้านราคา

3️⃣ ระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันในตลาดอาจไร้ประสิทธิภาพ การลงทุนระยะยาวก็จะเกิดความเสี่ยง และโครงสร้างทางสังคมก็จะได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ[OS1]  หากเราไม่สามารถประกันเสถียรภาพทางการเงินและรักษาระดับราคาไว้ได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น ในระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันในตลาด นโยบายการเงินที่เป็นอิสระ มั่นคง และมุ่งเน้นที่จะรักษาระดับราคาให้มีเสถียรภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

อัตราการจ้างงานที่สูง

4️⃣ อัตราการจ้างงานสูงถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีส่วนร่วม[OS1] [SP2] ทางสังคมและส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การเตรียมพร้อมให้แรงงานมีความยืดหยุ่นสำหรับตลาดแรงงานด้วยการพัฒนาทักษะผ่านการให้การศึกษาที่มีคุณภาพสูง การฝึกอบรมวิชาชีพ และโครงการการเรียนรู้ตลอดชีวิต ร่วมกับนโยบายเชิงรุกที่เรียกว่า “ระบบจับคู่” จะช่วยลดช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทาน เตรียมพร้อมให้แรงงานมีทักษะที่จำเป็นและโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมใหม่เสมอ

โควตาการส่งออกที่สูง

5️⃣ ดุลการค้าระหว่างประเทศคือการรักษาสมดุลระหว่างการนำเข้าและส่งออก ในกรณีของเยอรมนี นโยบายที่เน้นการส่งออกที่สูงโดยชูธงเรื่องเทคโนโลยี[OS1] [PV2] [PV3]  เพื่อชดเชยทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องนำเข้า ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการประยุกต์ใช้หลักการนี้ ในกรณีของประเทศอื่นๆ ก็ควรใช้ประโยชน์จากจุดแข็งเฉพาะตัวและปรับนโยบายการค้าระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศ เพื่อสนับสนุนการค้าเสรีและความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการแบ่งงานระหว่างประเทศที่ยั่งยืนและสอดรับกับความต้องการของแต่ละประเทศได้

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและเหมาะสม

6️⃣ เศรษฐกิจระบบตลาดเพื่อสังคม มุ่งเน้นไปที่การสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงคุณภาพ มากกว่าเพียงแค่การเพิ่มขึ้นของตัวเลขในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว หัวใจสำคัญคือการรักษาเสถียรภาพให้คงอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนรุนแรงซึ่งมักจะนำไปสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจและการว่างงาน และเพื่อทำหน้าที่เป็นฐานรากทางการคลังที่แข็งแกร่งในการจัดสรรทรัพยากรให้กับการพัฒนาบริการสาธารณะที่จำเป็น

การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

7️⃣ในมุมมองของเศรษฐกิจระบบตลาดเพื่อสังคม การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมสามารถทำได้ผ่านสองขั้นตอน ได้แก่ การกระจายรายได้ขั้นต้นซึ่งเป็นผลตอบแทนที่บุคคลทุกคนได้รับโดยตรงจากกลไกตลาดเพื่อสร้างแรงจูงใจ และการกระจายรายได้ขั้นที่สองผ่านระบบภาษีเชิงรับและสวัสดิการสังคมเพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและช่วยเหลือผู้เปราะบาง เป้าหมายของหลักการนี้คือการที่ทุกคนสามารถเข้าถึงตลาดแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี ควบคู่ไปกับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

ความมั่งคั่งอย่างเป็นธรรม

8️⃣ หลักการการกระจายความมั่งคั่งอย่างเป็นธรรมมุ่งเน้นให้ทุกคนต่างก็มีทรัพย์สิน[OS1] และสินทรัพย์เป็นของตนเอง โดยส่งเสริมให้พลเมืองทุกกลุ่มโดยเฉพาะครัวเรือนที่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ มีส่วนร่วมในกองทุนของชาติ (National Capital Stock) ทั้งในรูปแบบการถือครองอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยหรือการลงทุนในสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างอิสระทางการเงินให้กับประชาชนและลดการพึ่งพาสวัสดิการจากรัฐเพียงอย่างเดียวในกรณีที่ไม่สามารถทำงานได้หรือเข้าสู่วัยเกษียณ

 [OS1]เห็นว่าตรงนี้ควรใส่คำว่าสินทรัพย์เข้าไปด้วยค่ะ อาจจะเป็น "มีทั้งทรัพย์สินและสินทรัพย์" เพราะข้อนี้ตอนท้ายเราเน้นเรื่องการลงทุน(ทรัพย์สิน)ในสินทรัพย์ ชัดเจนเลย จึงเห็นว่าควรกล่าวถึงทั้งคู่ในประโยคแรกค่ะ

การปกป้องสิ่งแวดล้อม

9️⃣ พันธกิจด้านสังคมที่สำคัญคือการปกป้องคุ้มครองธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการรักษาพื้นฐานคุณภาพชีวิตสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต ผ่านหลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) รัฐมุ่งเน้นการใช้กลไกตลาดเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเพื่อดึงเอาต้นทุนแฝงจากการทำลายสิ่งแวดล้อมกลับมาเป็นภาระของผู้ประกอบการโดยตรง ช่วยกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมสีเขียวและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเสรีภาพในการดำเนินธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศสามารถก้าวไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน

การบูรณาการภายในสหภาพยุโรป

🔟 หลักการข้อสุดท้าย คือ การบูรณาการระดับภูมิภาค ซึ่งในกรณีของเยอรมนีก็ได้วางรากฐานให้เศรษฐกิจระบบตลาดเพื่อสังคมเป็นพิมพ์เขียวสำคัญของตลาดร่วมยุโรป โดยเน้นการสร้างความมั่งคั่งผ่านการพึ่งพาอาศัยกันอย่างสันติและเสรี[OS1] ในการแข่งขันไร้พรมแดน อีกทั้งหลักการนี้ยังเน้นการเริ่มต้นที่ท้องถิ่น (Subsidiarity) ซึ่งเปิดโอกาสให้หน่วยงานระดับท้องถิ่นสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาเองได้ ก่อนที่รัฐส่วนกลางหรือองค์กรเหนือรัฐจะเข้ามาแทรกแซง เพื่อให้เกิดประชาคมระหว่างประเทศที่เข้มแข็งบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน

Siegfried Franke, David Gregosz, Soziale Marktwirtschaft – Was heißt das konkret?, Konrad-Adenauer-Stiftung e.V., 2013

ผู้เผยแพร่แอสเสท

ติดต่อ

พสุภัทร วรศรัณย์

Pasupat Vorasaran
ผู้จัดการฝ่ายสื่อสาร
Pasupat.Vorasaran@kas.de +66 (0) 2 714 1207-8

comment-portlet

ผู้เผยแพร่แอสเสท